วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

5ร้านทองกินเค้ก82%

จัดทำบทความโดย

นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม เลขทะเบียน 4902100345




ราคาทองคำพุ่ง โกลด์ฟิวเจอร์สฮอต 5 โบรกเกอร์ร้านทองกวาดส่วนแบ่งตลาด 82% เดือนพ.ย. วายแอลจีแรง “จิตติ” โอดยังขาดทุนอยู่

การซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้าหรือโกลด์ฟิวเจอร์ส ในเดือน พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา คึกคักขึ้น ปริมาณการซื้อขายต่อวันสร้างสถิติใหม่ ทะลุ 8,000 สัญญา/วัน รวมทั้งเดือน 80,670 สัญญา หลังจากราคาทองคำล่วงหน้าในตลาด ต่างประเทศถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นตามด้วย
ทั้งนี้ การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเดือนพ.ย. โตขึ้น 6,166 สัญญา คิดเป็น 8.27% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่ผ่านมา โดยโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้าของร้านทอง 5 แห่ง มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในเดือนพ.ย. กวาดส่วนแบ่งตลาดถึง 82.02% ของทั้งตลาด และบริษัท ที.ซี. ออสสิริส ฟิวเจอร์ส (TCAF) ยังรักษาแชมป์ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ย.นี้ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ฟิวเจอร์ส (MTSGF) ของ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ผู้ส่งออกทองคำแท่งรายใหญ่ที่สุดในประเทศกลับเสียตำแหน่งอันดับสองให้กับบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส (YLG)

คนในวงการร้านทอง กล่าวว่า โกลด์ฟิวเจอร์สที่ได้รับความนิยมเร็วมากเพราะออกผลิตภัณฑ์มาถูกจังหวะ ราคาทองคำสวิงแรง จูงใจให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร ทำให้โบรกเกอร์ร้านทองมีกำไรแล้ว

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ผู้ร่วมลงทุนในบริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ (GTWM) กล่าวว่า นับตั้งแต่ GTWM เปิดให้บริการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สมาตั้งแต่เดือนพ.ค. 2552 ที่ผ่านมา มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้บริษัทขาดทุนทุกเดือน เฉลี่ย 1 ล้านบาท แต่ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น เหลือขาดทุน 3-4 แสนบาทต่อเดือน เพราะตลาดมีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น โดยล่าสุดบริษัทมีขาดทุนสะสมกว่า 10 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายจิตติได้แสดงความเป็นห่วงว่า ตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สที่โตขึ้นนั้น เป็นผลดีต่อตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) และบริษัทโบรกเกอร์ แต่หากโกลด์ฟิวเจอร์สโตมากๆ จะไม่เป็นผลดีต่อนักลงทุน เพราะการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สมีทั้งคนได้กำไรและขาดทุน นับเป็นการเก็งกำไร ไม่ใช่การลงทุนเหมือนการซื้อทองคำแท่ง ซึ่งหากราคาทองคำแท่งลดลงก็ไม่ต้องรีบขายหรือใส่เงินเข้าไปลงทุนเพิ่ม

“การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา คิดเป็นน้ำหนักทองคำ 50 บาท ใช้เงินลงทุนเพียงแสนกว่าบาทเท่านั้น คนไทยนิยมเล่น ไม่เหมือนกับการลงทุนในทองคำ 50 บาท ต้องใช้เงินกว่า 9 แสนบาท ซึ่งหากใครคิดจะเข้าไปในโกลด์ฟิวเจอร์ส ไม่ใช่มีแค่เงินในมือ 1 แสนบาท จะต้องเตรียมไว้อีก 1 แสนบาท สำหรับการใส่เข้าไปเพิ่มเมื่อราคาทองคำลดลง” นายจิตติ กล่าว

นอกจากนี้ นายจิตติได้คัดค้านกรณีที่ตลาดอนุพันธ์จะเพิ่มผลิตภัณฑ์โกลด์ฟิวเจอร์สน้ำหนักทองคำ 10 บาท ในต้นปีหน้า เพราะเป็นการกระตุ้นให้คนไทย เข้าไปเก็งกำไรมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทางสมาคมได้ทำหนังสือถึงผู้บริหารตลาดอนุพันธ์เพื่อคัดค้าน และขณะนี้ก็ยังไม่ทราบว่าทางตลาด จะตัดสินใจอย่างไร แต่ตนเห็นว่าเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนรายย่อยไม่ควรเข้ามาในตลาดนี้


ที่มา : http://www.posttoday.com


คำถามท้ายบทความ

1. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส ในเดือน พ.ย. 2552 มีปริมาณการซื้อขายต่อวันที่สร้างสถิติใหม่กี่สัญญา/วัน

2. คนในวงการร้านทอง กล่าวว่า โกลด์ฟิวเจอร์สได้รับความนิยมเร็วมากเพราะสาเหตุใด

3. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา คิดเป็นน้ำหนักเท่าไร และใช้เงินลงทุนกี่บาท

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หอการค้าไทยชี้วิกฤตดูไบไม่กระทบส่งออก

จัดทำบทความโดย

นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม เลขทะเบียน 4902100345



หอการค้าไทยแนะอย่าตื่นดูไบเลื่อนชำระหนี้ เชื่อไม่กระทบส่งออก-การลงทุนไทย เหตุไม่ใช่ตลาดสำคัญ


นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทดูไบ เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของทางการนครดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ จำนวน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตสินเชื่อ และเศรษฐกิจโลกถดถอยว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์กันไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น เนื่องจากดูไบเป็นประเทศที่มีการจับจ่ายใช้สอยเติบโตแบบก้าวกระโดดผิดปกติ ซึ่งการลงทุนที่ฟู่ฟ่า ทำให้มีโอกาสเกิดฟองสบู่แตกจากการใช้จ่ายที่มากเกินควรซึ่ง เป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ไทยเองก็เคยมีบทเรียนมาแล้วเมื่อปี 1997

“แม้ว่าอาจจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าลงไปบ้างแต่ไทยไม่ควรตื่นตระหนก แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด“

ทั้งนี้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังดูไบบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากไทยมีการส่งออกไปตลาดดูไบในสัดส่วนไม่มากนัก และประเทศอื่นๆในกลุ่มตะวันออกกลางก็ยังมีความเข็มแข็งด้านเศรษฐกิจอยู่อีกหลายประเทศ อาทิ บาเรนห์ กาต้าร์

อย่างไรก็ตามตลาดหลักของไทยในอนาคต คือ ตลาดอาเซียน ที่จะกลายเป็นตลาดหลักของไทยในอนาคตได้ เพราะจะมีการรวมกันเป็นตลาดเดียวในปี 2015 ซึ่ง ถือว่าเป็นตลาดภายในที่ประชากรถึง 580 ล้านคน ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ที่เป็นจุดศุนย์กลางในอาเซียนสามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดในประเทศ ลาว เขมร พม่า ทำให้ ไทย มีต้นทุนการขนส่งต่ำ ไทยควรจะเน้นการเจาะตลาดในกลุ่มนี้ให้มากขึ้น

ด้านนายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเลย เพราะว่าดูไบไม่ได้เข้ามาลงทุนในไทยเท่าไหร่นัก ที่ผ่านมา มีแต่การแสดงความสนใจ และเสนอทำโปรเจค หลาย ๆโปรเจท แต่ยังไม่ได้ เข้ามาลงทุนจริง เช่นโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่จ.สตูล ทำให้ดูไบมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยน้อย

อย่างไรก็ตามอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของโลก เนื่องจากบริษัทดูไบ เวิลด์ มีการเข้าไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป มีการก่อสร้าง โครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนจองจำนวนมาก แต่ซื้อจริงน้อยกว่าที่จอง ทำให้ โครงการมีปัญหาขาดสภาพคล่อง

สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังยูเออี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าจำเป็นที่ดูไบต้องซื้ออยู่แล้วแม้ว่า เศรษฐกิจจะมีปัญหา ส่วนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับยูเอที ปัจจุบันยังมีความร่วมมือแค่ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้า การลงทุนเท่านั้นซึ่งเป็นเพียงความร่วมมือหลวม ๆ ตั้งแต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

คำถามท้ายบทความ

1. ผลกระทบจากภาวะวิกฤตสินเชื่อของดูไบ เกิดจากสาเหตุใด?

2. ตลาดหลักของไทยในอนาคต คือตลาดอะไร?

3. สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังยูเออี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทใด?

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พาณิชย์เผยแพร่สินค้าไทยในงาน Food Messe in Niigata 2009

จัดทำบทความโดย
นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล เลขทะเบียน 4902100370



จังหวัดนิกะตะ ตั้งอยู่ ริมฝั่งทะเลญี่ปุ่นของเกาะฮอนชู ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 260 กิโลเมตรอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคย โด่งดังในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่คนญี่ปุ่นรับรู้ชื่อเสียงของ นิกะตะ ในฐานะที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในญี่ปุ่น และจังหวัดนิกะตะ เป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของญี่ปุ่นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับข้าวจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น เช่น การผลิต สาเก โมจิ rice cracker รวมทั้ง อาหารทะเล และสินค้าเกษตรอื่นๆ นอกจากนี้ นิกาตะ ยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองริมฝั่งทะเลญี่ปุ่น และเป็นเมืองท่าสำคัญในการทำการค้ากับประเทศเกาหลี และรัสเซีย

ทางจังหวัดต้องการผลักดันให้นิกาตะ เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าอาหารอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จึงได้จัดงาน Food Messe in Nigata 2009 เป็นงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอาหารขึ้น เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงโตเกียวได้รับความอนุเคราะห์จาก ผู้จัดงาน จัดสรรเนื้อที่คูหาให้ไปร่วมแสดงนิทรรศการ เพื่อให้ข้อมูลและแนะนำ สินค้าอาหาร ผลไม้ไทย Thai Select แก่นักธุรกิจและผู้เข้าชมงาน
งานดังกล่าว มีคูหาแสดงสินค้า 160 คูหา สินค้าที่มาแสดง มีทั้ง ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว อาหารสำเร็จรูปขนม ของขบเคี้ยว ผัก ผลไม้ อาหารทะเลแปรรูป เครื่องดื่ม ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตอาหาร ผู้แสดงสินค้าครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตญี่ปุ่น ในจังหวัดนิกะตะ และจากพื้นที่อื่นบ้างเล็กน้อย ส่วนผู้
แสดงสินค้าจากต่างชาติ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารจากเกาหลี ไวน์จากนิวซีแลนด์ อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรสจากอินโดนีเซีย อาหารและเครื่องดื่มจากรัสเซีย รวมทั้ง ขนมโมจิญี่ปุ่นที่ผลิตจากไทย โดยผู้แสดงสินค้าจากไทย คือ บริษัท Sun Flour Confectionery เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ได้นำ ขนมโมจิญี่ปุ่นไส้ต่างๆ
รวมทั้งไส้ผลไม้ไทย มาแสดงในงาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผลิตในประเทศไทย เป็นการเพิ่มมูลค่าจากเดิมที่เคยส่งออกในรูปแป้งข้าวเหนียวไปทำการผลิตโมจิในญี่ปุ่น
ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สำนักงานฯ ได้จัดแสดงตัวอย่างอาหารแปรรูปของไทย เช่น ผลไม้อบแห้งน้ำผลไม้ผสมสมุนไพรสกัด ของว่างปรุงรสสมุนไพรไทย พริกแกง ซอสปรุงสำเร็จ รวมทั้งข้าวหอมมะลิเป็นต้น เผยแพร่ข้อมูลด้านการอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจที่สนใจสินค้าไทย และให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคชาวจังหวัดนิกาตะและพื้นที่ใกล้เคียงที่เข้าชมงานดังกล่าวโดยเฉพาะในเรื่อง นโยบาย Food Safety เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อ การเข้าร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นการนำสินค้าอาหารไทยเข้าไปสู่เมืองใหม่ๆ ทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบเกี่ยวกับ ผลไม้ ผลิตภัณฑ์อาหาร และภัตตาคารไทยในญี่ปุ่น รวมทั้งกิจกรรมการดำเนินงานของสำนักงานฯ ในการส่งเสริมสินค้า และธุรกิจบริการของไทย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและนิยมในสินค้าและบริการของไทยอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา:http://www.depthai.go.th



คำถามท้ายบทความ

1.จังหวัดนิกะตะอยู่ในปะเทศใด

2.งาน Food Messe in Nigata 2009 มีคูหาแสดงสินค้ากี่คูหา และแสดงสินค้าอะไรบ้าง

3.ผู้แสดงสินค้าจากไทยคือบริษัทอะไร

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล เลขทะเบียน 4902100370

อดีตประธานหอการค้าฯ แนะภาคเอกชนไทยเร่งปรับตัวเพื่อรับมือจุดเปลี่ยนธุรกิจการค้ายุคใหม่ ซึ่งจะมีเงื่อนไขใหม่เข้ามาตลอด ทั้งข้อกำหนดด้านสุขภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงการเสรีการค้า ซึ่งผู้ประกอบการต้องเจอทั้งวิกฤตและโอกาส พร้อมกับส่วนแบ่งตลาดที่ต้องแข่งขันสูงขึ้น โดยมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาบุกตลาด

นายอาชว์ เตาลานนท์ อดีตประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในการสัมมนา “การจับตาทิศทางเศรษฐกิจโลก เพื่อให้เอกชนรองรับ” ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย โดยระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากทิศทางเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ภาคธุรกิจจะต้องเร่งปรับตัว เพราะจะดำเนินธุรกิจแบบเดิมคงไม่สามารถแข่งขันได้

นายอาชว์ กล่าวว่า เนื่องจากอนาคตการดำเนินธุรกิจจะมีเงื่อนไขใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งข้อกำหนดด้านสุขภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงการดำเนินการตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งเอกชนไทยต้องเจอทั้งโอกาสในการหาตลาดใหม่และอุปสรรคต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้น ในส่วนของสินค้าก็จะมีสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาบุกตลาดใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องปรับตัวรองรับการแข่งขัน ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งเจรจาต่อรองหาทางสนับสนุนให้เอกชนสามารถแข่งขันได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองยังจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่จะเข้ามาขยายการลงทุน เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีปัญหาตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทุกฝ่ายจึงต้องพยายามดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนคืนมา

นายศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการจัดสรรงบประมาณ เพื่อลงทุนด้านความรู้และวิจัย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เห็นได้จากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีการลงทุนด้านความรู้สูงมาก จากเดิมมีเพียงร้อยละ 0.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี ค.ศ.1964 ปรับเป็นร้อยละ 3 ของจีดีพีในปัจจุบัน โดยที่ญี่ปุ่นลงทุนด้านการสร้างความรู้ถึงร้อยละ 3 ของจีดีพี ทำให้สินค้าต่างๆ ของเกาหลีใต้ก้าวมาอยู่อันดับต้นของตลาดโลกทั้งแอลจี ซัมซุง ดังนั้น การสร้างฐานความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการแข่งขันดำเนินธุรกิจในอนาคต

ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรณรงค์ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสของไทย ที่อันดับลดลง จากอันดับ 80 มาอยู่อันดับ 84 นับว่ามีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และย้ำว่าภาคธุรกิจจะสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยตนเอง หากภาคการเมืองไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว จนก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งควรทำหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนและส่งเสริมในส่วนที่เอกชนขาดหายไป


ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2552


คำถามท้ายเรื่อง

1.การดำเนินธุรกิจจะมีเงื่อนไขใหม่ๆเพิ่มขึ้นและมีข้อกำหนดในเรื่องอะไรบ้าง

2.สินค้าใดของเกาหลีใต้อยู่อันดับต้นๆของตลาดโลก

3.ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยชื่อว่าอะไร

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมาชิกกลุ่ม

กลุ่มที่ 37
ลำดับ เลขทะเบียน ชื่อ-สกุล คณะ
1 4902100072 นางสาวรติมา จุลลวาทีเลิศ บัญชี หัวหน้าทีม
2 4902100091 นางสาวพนิดา เจริญสุข บัญชี สมาชิกทีม
3 4902100370 นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล บัญชี สมาชิกทีม
4 4902100345 นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม บัญชี สมาชิกทีม