วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

จัดพอร์ตลงทุน “LTF-RMF” กระจายการลงทุน…ช่วยลดความเสี่ยง


จัดทำบทความโดย
นางสาว รติมา จุลลวาทีเลิศ เลขทะเบียน 4902100072
เรื่อง จัดพอร์ตลงทุน “LTF-RMF” กระจายการลงทุน…ช่วยลดความเสี่ยง

กองทุนยอดฮิตของนักลงทุนคงหนีไม่พ้นกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งนักลงทุนหลาย ๆ คนที่ยังมีข้อสงสัยถึงหลักการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี 2 ประเภทนี้ วันนี้ขุนพลการเงินแห่ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด จะมาเปิดเผยเทคนิคส่วนตัวกับการลงทุน LTF และ RMF กัน

สุริพล เข็มจินดา กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด บอกว่า กองทุน LTF และ RMF เหมือนกับของขวัญชิ้นโตของรัฐบาลที่มอบให้แก่นักลงทุน ถ้าพวกเรามองจุดกำเนิดของกองทุนทั้งสองประเภทนี้จะพบว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่ช่วยพวกเราให้รู้จักเก็บออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณผ่านกองทุน RMF ดังนั้น อย่าได้แปลกใจถ้ากองทุน RMF จะสามารถขายคืนได้ก็ต่อเมื่อพวกเราอายุครบ 55 ปีและลงทุนต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 5 ปี

ทีนี้ถ้าเรามามองจุดกำเนิดของ LTF บ้าง จะพบว่ารัฐบาลต้องการสร้างเสถียรภาพของตลาดทุนในประเทศไทย จึงเป็นที่มาว่ากองทุนที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีผ่าน LTF จะต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น การให้สิทธินักลงทุนซื้อกองทุนหุ้นผ่าน LTF ผ่านกองทุนรวม ก็เหมือนกับรัฐบาลกำลังสนับสนุนให้มีนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นนั่นเอง

ถ้าพวกเรามองไปถึงต้นกำเนิดของกองทุนทั้งสองแบบ ก็จะพบว่าแนวคิดของกองทุนทั้งสองแบบนั้นตลาดหุ้นก็จะได้รับประโยชน์จากการมีนักลงทุนสถาบันหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนสถาบันเองก็มีเงินในการบริหารจัดการการลงทุนมากขึ้นเนื่องจากได้รับเงินจากนักลงทุนรายย่อย และกลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกเรานั่นเอง เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิการลดหย่อนทางภาษีแล้ว ยังเป็นการฝึกวินัยการลงทุนให้เรารู้จักออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอีกด้วย

ทั้งนี้ สุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน

กรณีของการจัดพอร์ตนั้นเราสามารถใช้ RMF มาช่วยจัดพอร์ต ซึ่งยืดหยุ่นกว่า LTF ที่ต้องลงทุนหุ้นเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่ไม่อยากจะมีสัดส่วนของการลงทุนในหุ้นมากนัก สามารถเลือกให้น้ำหนัก RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในตลาดเงิน (Money Market) ให้มากขึ้น เพราะการลงทุนใน LTF นั้น นักลงทุนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น แต่สำหรับ RMF นักลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำได้ ดังนั้น ควรประเมิน Risk Appetite ของตัวเองให้ได้ครับ

สำหรับในเรื่องการกระจายความเสี่ยง สุริพล บอกว่า ตนเองเชื่อในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ หรือ Asset Allocation ซึ่งในปี 2008 เป็นปีตัวอย่างที่ดีเพราะว่าตลาดหุ้นตกต่ำมาก คือประมาณ -44% ถ้าเราลงทุนหุ้นประมาณ 30% พอร์ตเราจะติดลบจากหุ้นประมาณ 13% กว่า ๆ ในขณะที่พันธบัตรให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 18% ดังนั้นเมื่อชดเชยกับพอร์ตตราสารหนี้อีก 70% เท่ากับพอร์ตรวมของเราติดลบน้อยมาก ประมาณ 1% กว่า ๆ เท่านั้น ยังพอนอนหลับได้ โดยตัวอย่างที่ยกมานั้นอยากบอกว่า อย่ากลัวการลงทุนในหุ้น เรื่องตลาดหุ้นเราคาดการณ์ไม่ได้ แต่สามารถปรับพอร์ตของเราให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองได้

“ส่วนการลงทุนนั้น ผมซื้อ LTF และ RMF ทุกเดือน ไม่ว่าหุ้นถูกหรือแพง เพราะในที่สุดผมจะได้ราคาเฉลี่ยของทั้งปีซึ่งในระยะยาวแล้วพบว่าราคาเฉลี่ยที่ผมซื้อจะถูกกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดเสมอ” สุริพล กล่าว

กูรูทางการเงิน ยังบอกถึงเรื่องของความเสี่ยงว่า เงินเป็นสัจธรรมอันหนึ่งของตลาดหุ้น คือไม่มีวันนิ่ง ยังไงก็มีความเสี่ยง หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้มันเจือจางได้

ในมุมของการลงทุน การเจือจางความเสี่ยงก็เช่น ภาษีที่ประหยัดได้ ระยะเวลาการลงทุนที่ยาวขึ้น การจัดพอร์ตลงทุน ตลอดจนการซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน

การลงทุนในหุ้นผ่าน LTF หรือ RMF นั้นเหมือนกับซื้อหุ้นลดราคา ราคาที่ลดลงคือฐานภาษีของเรา อย่างเช่นถ้าเรามีฐานภาษีที่20% เท่ากับเราซื้อหุ้นที่ราคาลดลงไปแล้ว 20% ถ้าหุ้นไม่ตกมากไปกว่านั้น เราก็ยังไม่ขาดทุน เหมือนมีฟูกรองรับ

ระยะเวลาก็เช่นกัน ยิ่งเรามีเวลาลงทุนนาน ความผันผวนของราคาหุ้นก็น้อยลง ผมมีสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1976-2008 ว่าการถือครองหุ้นเพียงปีเดียวจะมีความผันผวนตั้งแต่ +132% จนถึง -52% แต่ถ้าถือครองนานขึ้นเช่น 5 ปี ความผันผวนจะลดลงเหลือ +45% และ -24% ถ้า 10ปี จะเหลือ +31% และ -6% ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายิ่งถือครองหุ้นนานความผันผวนก็ยิ่งลดลง

การจัดพอร์ตโดยมีตราสารหนี้เข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนของเราก็สามารถลดความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยเฉพาะ กองทุน RMF ที่เปิดโอกาสให้เรามีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ได้ ถึงแม้ LTF ต้องลงหุ้นเพียงอย่างเดียว ก็จัดให้พอร์ตของเรามีทั้ง RMF และ LTF ในสัดส่วนที่เหมาะกับ Risk Appetiteนอกจากนั้น ถ้านักลงทุนลองเอาวิธีการซื้อถัวเฉลี่ยหรือ Dollar Cost Average มาปรับใช้จะพบว่าความผันผวนของหุ้นก็จะลดลงไปอีก เพราะเราได้ต้นทุนที่ถูกกว่าราคาเฉลี่ยของตลาด จากที่ผมได้กล่าวมาผมเชื่อว่าตอนนี้ความเสี่ยงน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่เจือจางพอที่เราจะลงทุนได้แล้วนะครับ

สุริพล ยังแนะนำด้วยว่าใครก็ตามที่เลือกจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน LTF และ RMF ควรต้องอยู่ให้ครบเงื่อนไข เพราะกรณีที่ผิดเงื่อนไขนอกจากจะต้องคืนสิทธิทางภาษีที่ได้รับมาแล้ว ยังอาจจะโดนเงินเพิ่มอีกประมาณ 1.5% ต่อเดือน หรือ 18%ต่อปี นอกจากนั้นนักลงทุนไม่ควรที่จะซื้อเกินสิทธิเนื่องจากว่าอาจจะต้องเสีย Capital gain tax จากกำไรที่ได้ ประการสุดท้ายสำหรับผู้ที่จะซื้อ RMF ต้องไม่ลืมที่จะคำนวณส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ไม่เช่นนั้น อาจทำให้การซื้อ RMF ในปีนั้นคลาดเคลื่อนได้


ที่มา : http://www.thaiblognews.com
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. LTF คืออะไร
ข้อ 2. RMF คืออะไร
ข้อ 3. นายสุริพล เข็มจินดา มีการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)

จัดทำบทความโดย
นางสาว รติมา จุลลวาทีเลิศ เลขทะเบียน 4902100072
เรื่อง ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)
ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท
1. Forward
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขาย ตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน


Forward Contract Futures Contract
- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญา - มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่าง
สาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตาม
ความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย ชัดเจน เช่น ขนาดของสัญญา สินทรัพย์
อ้างอิง วันหมดอายุ
- การซื้อขายเป็นแบบ OTC
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญา
ทำได้ค่อนข้างยาก - การซื้อขายทำใน Exchange
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญา
ทำได้ค่อนข้างง่าย

3. Option
เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. สิทธิซื้อ (Call Options)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2. สิทธิขาย (Put Option)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap
เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เช่น สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด สัญญา สวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง

ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures

ที่มา : http://www.fizones.com/article/dr3.htm
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. ตราสารอนุพันธ์ คืออะไร
ข้อ 2. ตราสารอนุพันธ์ มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
ข้อ 3. ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมีกี่แห่ง ได้แก่อะไร

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

5ร้านทองกินเค้ก82%

จัดทำบทความโดย

นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม เลขทะเบียน 4902100345




ราคาทองคำพุ่ง โกลด์ฟิวเจอร์สฮอต 5 โบรกเกอร์ร้านทองกวาดส่วนแบ่งตลาด 82% เดือนพ.ย. วายแอลจีแรง “จิตติ” โอดยังขาดทุนอยู่

การซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้าหรือโกลด์ฟิวเจอร์ส ในเดือน พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา คึกคักขึ้น ปริมาณการซื้อขายต่อวันสร้างสถิติใหม่ ทะลุ 8,000 สัญญา/วัน รวมทั้งเดือน 80,670 สัญญา หลังจากราคาทองคำล่วงหน้าในตลาด ต่างประเทศถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นตามด้วย
ทั้งนี้ การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเดือนพ.ย. โตขึ้น 6,166 สัญญา คิดเป็น 8.27% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่ผ่านมา โดยโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้าของร้านทอง 5 แห่ง มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในเดือนพ.ย. กวาดส่วนแบ่งตลาดถึง 82.02% ของทั้งตลาด และบริษัท ที.ซี. ออสสิริส ฟิวเจอร์ส (TCAF) ยังรักษาแชมป์ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ย.นี้ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ฟิวเจอร์ส (MTSGF) ของ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ผู้ส่งออกทองคำแท่งรายใหญ่ที่สุดในประเทศกลับเสียตำแหน่งอันดับสองให้กับบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส (YLG)

คนในวงการร้านทอง กล่าวว่า โกลด์ฟิวเจอร์สที่ได้รับความนิยมเร็วมากเพราะออกผลิตภัณฑ์มาถูกจังหวะ ราคาทองคำสวิงแรง จูงใจให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร ทำให้โบรกเกอร์ร้านทองมีกำไรแล้ว

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ผู้ร่วมลงทุนในบริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ (GTWM) กล่าวว่า นับตั้งแต่ GTWM เปิดให้บริการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สมาตั้งแต่เดือนพ.ค. 2552 ที่ผ่านมา มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้บริษัทขาดทุนทุกเดือน เฉลี่ย 1 ล้านบาท แต่ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น เหลือขาดทุน 3-4 แสนบาทต่อเดือน เพราะตลาดมีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น โดยล่าสุดบริษัทมีขาดทุนสะสมกว่า 10 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายจิตติได้แสดงความเป็นห่วงว่า ตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สที่โตขึ้นนั้น เป็นผลดีต่อตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) และบริษัทโบรกเกอร์ แต่หากโกลด์ฟิวเจอร์สโตมากๆ จะไม่เป็นผลดีต่อนักลงทุน เพราะการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สมีทั้งคนได้กำไรและขาดทุน นับเป็นการเก็งกำไร ไม่ใช่การลงทุนเหมือนการซื้อทองคำแท่ง ซึ่งหากราคาทองคำแท่งลดลงก็ไม่ต้องรีบขายหรือใส่เงินเข้าไปลงทุนเพิ่ม

“การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา คิดเป็นน้ำหนักทองคำ 50 บาท ใช้เงินลงทุนเพียงแสนกว่าบาทเท่านั้น คนไทยนิยมเล่น ไม่เหมือนกับการลงทุนในทองคำ 50 บาท ต้องใช้เงินกว่า 9 แสนบาท ซึ่งหากใครคิดจะเข้าไปในโกลด์ฟิวเจอร์ส ไม่ใช่มีแค่เงินในมือ 1 แสนบาท จะต้องเตรียมไว้อีก 1 แสนบาท สำหรับการใส่เข้าไปเพิ่มเมื่อราคาทองคำลดลง” นายจิตติ กล่าว

นอกจากนี้ นายจิตติได้คัดค้านกรณีที่ตลาดอนุพันธ์จะเพิ่มผลิตภัณฑ์โกลด์ฟิวเจอร์สน้ำหนักทองคำ 10 บาท ในต้นปีหน้า เพราะเป็นการกระตุ้นให้คนไทย เข้าไปเก็งกำไรมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทางสมาคมได้ทำหนังสือถึงผู้บริหารตลาดอนุพันธ์เพื่อคัดค้าน และขณะนี้ก็ยังไม่ทราบว่าทางตลาด จะตัดสินใจอย่างไร แต่ตนเห็นว่าเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนรายย่อยไม่ควรเข้ามาในตลาดนี้


ที่มา : http://www.posttoday.com


คำถามท้ายบทความ

1. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส ในเดือน พ.ย. 2552 มีปริมาณการซื้อขายต่อวันที่สร้างสถิติใหม่กี่สัญญา/วัน

2. คนในวงการร้านทอง กล่าวว่า โกลด์ฟิวเจอร์สได้รับความนิยมเร็วมากเพราะสาเหตุใด

3. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา คิดเป็นน้ำหนักเท่าไร และใช้เงินลงทุนกี่บาท

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หอการค้าไทยชี้วิกฤตดูไบไม่กระทบส่งออก

จัดทำบทความโดย

นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม เลขทะเบียน 4902100345



หอการค้าไทยแนะอย่าตื่นดูไบเลื่อนชำระหนี้ เชื่อไม่กระทบส่งออก-การลงทุนไทย เหตุไม่ใช่ตลาดสำคัญ


นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทดูไบ เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของทางการนครดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ จำนวน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตสินเชื่อ และเศรษฐกิจโลกถดถอยว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์กันไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น เนื่องจากดูไบเป็นประเทศที่มีการจับจ่ายใช้สอยเติบโตแบบก้าวกระโดดผิดปกติ ซึ่งการลงทุนที่ฟู่ฟ่า ทำให้มีโอกาสเกิดฟองสบู่แตกจากการใช้จ่ายที่มากเกินควรซึ่ง เป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ไทยเองก็เคยมีบทเรียนมาแล้วเมื่อปี 1997

“แม้ว่าอาจจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าลงไปบ้างแต่ไทยไม่ควรตื่นตระหนก แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด“

ทั้งนี้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังดูไบบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากไทยมีการส่งออกไปตลาดดูไบในสัดส่วนไม่มากนัก และประเทศอื่นๆในกลุ่มตะวันออกกลางก็ยังมีความเข็มแข็งด้านเศรษฐกิจอยู่อีกหลายประเทศ อาทิ บาเรนห์ กาต้าร์

อย่างไรก็ตามตลาดหลักของไทยในอนาคต คือ ตลาดอาเซียน ที่จะกลายเป็นตลาดหลักของไทยในอนาคตได้ เพราะจะมีการรวมกันเป็นตลาดเดียวในปี 2015 ซึ่ง ถือว่าเป็นตลาดภายในที่ประชากรถึง 580 ล้านคน ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ที่เป็นจุดศุนย์กลางในอาเซียนสามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดในประเทศ ลาว เขมร พม่า ทำให้ ไทย มีต้นทุนการขนส่งต่ำ ไทยควรจะเน้นการเจาะตลาดในกลุ่มนี้ให้มากขึ้น

ด้านนายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเลย เพราะว่าดูไบไม่ได้เข้ามาลงทุนในไทยเท่าไหร่นัก ที่ผ่านมา มีแต่การแสดงความสนใจ และเสนอทำโปรเจค หลาย ๆโปรเจท แต่ยังไม่ได้ เข้ามาลงทุนจริง เช่นโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่จ.สตูล ทำให้ดูไบมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยน้อย

อย่างไรก็ตามอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของโลก เนื่องจากบริษัทดูไบ เวิลด์ มีการเข้าไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป มีการก่อสร้าง โครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนจองจำนวนมาก แต่ซื้อจริงน้อยกว่าที่จอง ทำให้ โครงการมีปัญหาขาดสภาพคล่อง

สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังยูเออี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าจำเป็นที่ดูไบต้องซื้ออยู่แล้วแม้ว่า เศรษฐกิจจะมีปัญหา ส่วนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับยูเอที ปัจจุบันยังมีความร่วมมือแค่ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้า การลงทุนเท่านั้นซึ่งเป็นเพียงความร่วมมือหลวม ๆ ตั้งแต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

คำถามท้ายบทความ

1. ผลกระทบจากภาวะวิกฤตสินเชื่อของดูไบ เกิดจากสาเหตุใด?

2. ตลาดหลักของไทยในอนาคต คือตลาดอะไร?

3. สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังยูเออี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทใด?

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พาณิชย์เผยแพร่สินค้าไทยในงาน Food Messe in Niigata 2009

จัดทำบทความโดย
นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล เลขทะเบียน 4902100370



จังหวัดนิกะตะ ตั้งอยู่ ริมฝั่งทะเลญี่ปุ่นของเกาะฮอนชู ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 260 กิโลเมตรอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคย โด่งดังในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่คนญี่ปุ่นรับรู้ชื่อเสียงของ นิกะตะ ในฐานะที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในญี่ปุ่น และจังหวัดนิกะตะ เป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของญี่ปุ่นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับข้าวจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น เช่น การผลิต สาเก โมจิ rice cracker รวมทั้ง อาหารทะเล และสินค้าเกษตรอื่นๆ นอกจากนี้ นิกาตะ ยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองริมฝั่งทะเลญี่ปุ่น และเป็นเมืองท่าสำคัญในการทำการค้ากับประเทศเกาหลี และรัสเซีย

ทางจังหวัดต้องการผลักดันให้นิกาตะ เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าอาหารอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จึงได้จัดงาน Food Messe in Nigata 2009 เป็นงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอาหารขึ้น เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงโตเกียวได้รับความอนุเคราะห์จาก ผู้จัดงาน จัดสรรเนื้อที่คูหาให้ไปร่วมแสดงนิทรรศการ เพื่อให้ข้อมูลและแนะนำ สินค้าอาหาร ผลไม้ไทย Thai Select แก่นักธุรกิจและผู้เข้าชมงาน
งานดังกล่าว มีคูหาแสดงสินค้า 160 คูหา สินค้าที่มาแสดง มีทั้ง ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว อาหารสำเร็จรูปขนม ของขบเคี้ยว ผัก ผลไม้ อาหารทะเลแปรรูป เครื่องดื่ม ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตอาหาร ผู้แสดงสินค้าครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตญี่ปุ่น ในจังหวัดนิกะตะ และจากพื้นที่อื่นบ้างเล็กน้อย ส่วนผู้
แสดงสินค้าจากต่างชาติ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารจากเกาหลี ไวน์จากนิวซีแลนด์ อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรสจากอินโดนีเซีย อาหารและเครื่องดื่มจากรัสเซีย รวมทั้ง ขนมโมจิญี่ปุ่นที่ผลิตจากไทย โดยผู้แสดงสินค้าจากไทย คือ บริษัท Sun Flour Confectionery เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ได้นำ ขนมโมจิญี่ปุ่นไส้ต่างๆ
รวมทั้งไส้ผลไม้ไทย มาแสดงในงาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผลิตในประเทศไทย เป็นการเพิ่มมูลค่าจากเดิมที่เคยส่งออกในรูปแป้งข้าวเหนียวไปทำการผลิตโมจิในญี่ปุ่น
ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สำนักงานฯ ได้จัดแสดงตัวอย่างอาหารแปรรูปของไทย เช่น ผลไม้อบแห้งน้ำผลไม้ผสมสมุนไพรสกัด ของว่างปรุงรสสมุนไพรไทย พริกแกง ซอสปรุงสำเร็จ รวมทั้งข้าวหอมมะลิเป็นต้น เผยแพร่ข้อมูลด้านการอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจที่สนใจสินค้าไทย และให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคชาวจังหวัดนิกาตะและพื้นที่ใกล้เคียงที่เข้าชมงานดังกล่าวโดยเฉพาะในเรื่อง นโยบาย Food Safety เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อ การเข้าร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นการนำสินค้าอาหารไทยเข้าไปสู่เมืองใหม่ๆ ทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบเกี่ยวกับ ผลไม้ ผลิตภัณฑ์อาหาร และภัตตาคารไทยในญี่ปุ่น รวมทั้งกิจกรรมการดำเนินงานของสำนักงานฯ ในการส่งเสริมสินค้า และธุรกิจบริการของไทย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและนิยมในสินค้าและบริการของไทยอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา:http://www.depthai.go.th



คำถามท้ายบทความ

1.จังหวัดนิกะตะอยู่ในปะเทศใด

2.งาน Food Messe in Nigata 2009 มีคูหาแสดงสินค้ากี่คูหา และแสดงสินค้าอะไรบ้าง

3.ผู้แสดงสินค้าจากไทยคือบริษัทอะไร

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล เลขทะเบียน 4902100370

อดีตประธานหอการค้าฯ แนะภาคเอกชนไทยเร่งปรับตัวเพื่อรับมือจุดเปลี่ยนธุรกิจการค้ายุคใหม่ ซึ่งจะมีเงื่อนไขใหม่เข้ามาตลอด ทั้งข้อกำหนดด้านสุขภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงการเสรีการค้า ซึ่งผู้ประกอบการต้องเจอทั้งวิกฤตและโอกาส พร้อมกับส่วนแบ่งตลาดที่ต้องแข่งขันสูงขึ้น โดยมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาบุกตลาด

นายอาชว์ เตาลานนท์ อดีตประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในการสัมมนา “การจับตาทิศทางเศรษฐกิจโลก เพื่อให้เอกชนรองรับ” ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย โดยระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากทิศทางเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ภาคธุรกิจจะต้องเร่งปรับตัว เพราะจะดำเนินธุรกิจแบบเดิมคงไม่สามารถแข่งขันได้

นายอาชว์ กล่าวว่า เนื่องจากอนาคตการดำเนินธุรกิจจะมีเงื่อนไขใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งข้อกำหนดด้านสุขภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงการดำเนินการตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งเอกชนไทยต้องเจอทั้งโอกาสในการหาตลาดใหม่และอุปสรรคต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้น ในส่วนของสินค้าก็จะมีสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาบุกตลาดใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องปรับตัวรองรับการแข่งขัน ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งเจรจาต่อรองหาทางสนับสนุนให้เอกชนสามารถแข่งขันได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองยังจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่จะเข้ามาขยายการลงทุน เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีปัญหาตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทุกฝ่ายจึงต้องพยายามดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนคืนมา

นายศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการจัดสรรงบประมาณ เพื่อลงทุนด้านความรู้และวิจัย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เห็นได้จากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีการลงทุนด้านความรู้สูงมาก จากเดิมมีเพียงร้อยละ 0.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี ค.ศ.1964 ปรับเป็นร้อยละ 3 ของจีดีพีในปัจจุบัน โดยที่ญี่ปุ่นลงทุนด้านการสร้างความรู้ถึงร้อยละ 3 ของจีดีพี ทำให้สินค้าต่างๆ ของเกาหลีใต้ก้าวมาอยู่อันดับต้นของตลาดโลกทั้งแอลจี ซัมซุง ดังนั้น การสร้างฐานความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการแข่งขันดำเนินธุรกิจในอนาคต

ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรณรงค์ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสของไทย ที่อันดับลดลง จากอันดับ 80 มาอยู่อันดับ 84 นับว่ามีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และย้ำว่าภาคธุรกิจจะสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยตนเอง หากภาคการเมืองไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว จนก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งควรทำหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนและส่งเสริมในส่วนที่เอกชนขาดหายไป


ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2552


คำถามท้ายเรื่อง

1.การดำเนินธุรกิจจะมีเงื่อนไขใหม่ๆเพิ่มขึ้นและมีข้อกำหนดในเรื่องอะไรบ้าง

2.สินค้าใดของเกาหลีใต้อยู่อันดับต้นๆของตลาดโลก

3.ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยชื่อว่าอะไร

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมาชิกกลุ่ม

กลุ่มที่ 37
ลำดับ เลขทะเบียน ชื่อ-สกุล คณะ
1 4902100072 นางสาวรติมา จุลลวาทีเลิศ บัญชี หัวหน้าทีม
2 4902100091 นางสาวพนิดา เจริญสุข บัญชี สมาชิกทีม
3 4902100370 นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล บัญชี สมาชิกทีม
4 4902100345 นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม บัญชี สมาชิกทีม