วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

จัดพอร์ตลงทุน “LTF-RMF” กระจายการลงทุน…ช่วยลดความเสี่ยง


จัดทำบทความโดย
นางสาว รติมา จุลลวาทีเลิศ เลขทะเบียน 4902100072
เรื่อง จัดพอร์ตลงทุน “LTF-RMF” กระจายการลงทุน…ช่วยลดความเสี่ยง

กองทุนยอดฮิตของนักลงทุนคงหนีไม่พ้นกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งนักลงทุนหลาย ๆ คนที่ยังมีข้อสงสัยถึงหลักการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี 2 ประเภทนี้ วันนี้ขุนพลการเงินแห่ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด จะมาเปิดเผยเทคนิคส่วนตัวกับการลงทุน LTF และ RMF กัน

สุริพล เข็มจินดา กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด บอกว่า กองทุน LTF และ RMF เหมือนกับของขวัญชิ้นโตของรัฐบาลที่มอบให้แก่นักลงทุน ถ้าพวกเรามองจุดกำเนิดของกองทุนทั้งสองประเภทนี้จะพบว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่ช่วยพวกเราให้รู้จักเก็บออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณผ่านกองทุน RMF ดังนั้น อย่าได้แปลกใจถ้ากองทุน RMF จะสามารถขายคืนได้ก็ต่อเมื่อพวกเราอายุครบ 55 ปีและลงทุนต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 5 ปี

ทีนี้ถ้าเรามามองจุดกำเนิดของ LTF บ้าง จะพบว่ารัฐบาลต้องการสร้างเสถียรภาพของตลาดทุนในประเทศไทย จึงเป็นที่มาว่ากองทุนที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีผ่าน LTF จะต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น การให้สิทธินักลงทุนซื้อกองทุนหุ้นผ่าน LTF ผ่านกองทุนรวม ก็เหมือนกับรัฐบาลกำลังสนับสนุนให้มีนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นนั่นเอง

ถ้าพวกเรามองไปถึงต้นกำเนิดของกองทุนทั้งสองแบบ ก็จะพบว่าแนวคิดของกองทุนทั้งสองแบบนั้นตลาดหุ้นก็จะได้รับประโยชน์จากการมีนักลงทุนสถาบันหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนสถาบันเองก็มีเงินในการบริหารจัดการการลงทุนมากขึ้นเนื่องจากได้รับเงินจากนักลงทุนรายย่อย และกลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกเรานั่นเอง เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิการลดหย่อนทางภาษีแล้ว ยังเป็นการฝึกวินัยการลงทุนให้เรารู้จักออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอีกด้วย

ทั้งนี้ สุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน

กรณีของการจัดพอร์ตนั้นเราสามารถใช้ RMF มาช่วยจัดพอร์ต ซึ่งยืดหยุ่นกว่า LTF ที่ต้องลงทุนหุ้นเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่ไม่อยากจะมีสัดส่วนของการลงทุนในหุ้นมากนัก สามารถเลือกให้น้ำหนัก RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในตลาดเงิน (Money Market) ให้มากขึ้น เพราะการลงทุนใน LTF นั้น นักลงทุนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น แต่สำหรับ RMF นักลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำได้ ดังนั้น ควรประเมิน Risk Appetite ของตัวเองให้ได้ครับ

สำหรับในเรื่องการกระจายความเสี่ยง สุริพล บอกว่า ตนเองเชื่อในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ หรือ Asset Allocation ซึ่งในปี 2008 เป็นปีตัวอย่างที่ดีเพราะว่าตลาดหุ้นตกต่ำมาก คือประมาณ -44% ถ้าเราลงทุนหุ้นประมาณ 30% พอร์ตเราจะติดลบจากหุ้นประมาณ 13% กว่า ๆ ในขณะที่พันธบัตรให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 18% ดังนั้นเมื่อชดเชยกับพอร์ตตราสารหนี้อีก 70% เท่ากับพอร์ตรวมของเราติดลบน้อยมาก ประมาณ 1% กว่า ๆ เท่านั้น ยังพอนอนหลับได้ โดยตัวอย่างที่ยกมานั้นอยากบอกว่า อย่ากลัวการลงทุนในหุ้น เรื่องตลาดหุ้นเราคาดการณ์ไม่ได้ แต่สามารถปรับพอร์ตของเราให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองได้

“ส่วนการลงทุนนั้น ผมซื้อ LTF และ RMF ทุกเดือน ไม่ว่าหุ้นถูกหรือแพง เพราะในที่สุดผมจะได้ราคาเฉลี่ยของทั้งปีซึ่งในระยะยาวแล้วพบว่าราคาเฉลี่ยที่ผมซื้อจะถูกกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดเสมอ” สุริพล กล่าว

กูรูทางการเงิน ยังบอกถึงเรื่องของความเสี่ยงว่า เงินเป็นสัจธรรมอันหนึ่งของตลาดหุ้น คือไม่มีวันนิ่ง ยังไงก็มีความเสี่ยง หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้มันเจือจางได้

ในมุมของการลงทุน การเจือจางความเสี่ยงก็เช่น ภาษีที่ประหยัดได้ ระยะเวลาการลงทุนที่ยาวขึ้น การจัดพอร์ตลงทุน ตลอดจนการซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน

การลงทุนในหุ้นผ่าน LTF หรือ RMF นั้นเหมือนกับซื้อหุ้นลดราคา ราคาที่ลดลงคือฐานภาษีของเรา อย่างเช่นถ้าเรามีฐานภาษีที่20% เท่ากับเราซื้อหุ้นที่ราคาลดลงไปแล้ว 20% ถ้าหุ้นไม่ตกมากไปกว่านั้น เราก็ยังไม่ขาดทุน เหมือนมีฟูกรองรับ

ระยะเวลาก็เช่นกัน ยิ่งเรามีเวลาลงทุนนาน ความผันผวนของราคาหุ้นก็น้อยลง ผมมีสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1976-2008 ว่าการถือครองหุ้นเพียงปีเดียวจะมีความผันผวนตั้งแต่ +132% จนถึง -52% แต่ถ้าถือครองนานขึ้นเช่น 5 ปี ความผันผวนจะลดลงเหลือ +45% และ -24% ถ้า 10ปี จะเหลือ +31% และ -6% ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายิ่งถือครองหุ้นนานความผันผวนก็ยิ่งลดลง

การจัดพอร์ตโดยมีตราสารหนี้เข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนของเราก็สามารถลดความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยเฉพาะ กองทุน RMF ที่เปิดโอกาสให้เรามีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ได้ ถึงแม้ LTF ต้องลงหุ้นเพียงอย่างเดียว ก็จัดให้พอร์ตของเรามีทั้ง RMF และ LTF ในสัดส่วนที่เหมาะกับ Risk Appetiteนอกจากนั้น ถ้านักลงทุนลองเอาวิธีการซื้อถัวเฉลี่ยหรือ Dollar Cost Average มาปรับใช้จะพบว่าความผันผวนของหุ้นก็จะลดลงไปอีก เพราะเราได้ต้นทุนที่ถูกกว่าราคาเฉลี่ยของตลาด จากที่ผมได้กล่าวมาผมเชื่อว่าตอนนี้ความเสี่ยงน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่เจือจางพอที่เราจะลงทุนได้แล้วนะครับ

สุริพล ยังแนะนำด้วยว่าใครก็ตามที่เลือกจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน LTF และ RMF ควรต้องอยู่ให้ครบเงื่อนไข เพราะกรณีที่ผิดเงื่อนไขนอกจากจะต้องคืนสิทธิทางภาษีที่ได้รับมาแล้ว ยังอาจจะโดนเงินเพิ่มอีกประมาณ 1.5% ต่อเดือน หรือ 18%ต่อปี นอกจากนั้นนักลงทุนไม่ควรที่จะซื้อเกินสิทธิเนื่องจากว่าอาจจะต้องเสีย Capital gain tax จากกำไรที่ได้ ประการสุดท้ายสำหรับผู้ที่จะซื้อ RMF ต้องไม่ลืมที่จะคำนวณส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ไม่เช่นนั้น อาจทำให้การซื้อ RMF ในปีนั้นคลาดเคลื่อนได้


ที่มา : http://www.thaiblognews.com
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. LTF คืออะไร
ข้อ 2. RMF คืออะไร
ข้อ 3. นายสุริพล เข็มจินดา มีการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)

จัดทำบทความโดย
นางสาว รติมา จุลลวาทีเลิศ เลขทะเบียน 4902100072
เรื่อง ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)
ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท
1. Forward
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขาย ตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน


Forward Contract Futures Contract
- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญา - มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่าง
สาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตาม
ความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย ชัดเจน เช่น ขนาดของสัญญา สินทรัพย์
อ้างอิง วันหมดอายุ
- การซื้อขายเป็นแบบ OTC
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญา
ทำได้ค่อนข้างยาก - การซื้อขายทำใน Exchange
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญา
ทำได้ค่อนข้างง่าย

3. Option
เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. สิทธิซื้อ (Call Options)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2. สิทธิขาย (Put Option)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap
เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เช่น สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด สัญญา สวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง

ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures

ที่มา : http://www.fizones.com/article/dr3.htm
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. ตราสารอนุพันธ์ คืออะไร
ข้อ 2. ตราสารอนุพันธ์ มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
ข้อ 3. ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมีกี่แห่ง ได้แก่อะไร