
จัดทำบทความโดย
นางสาว รติมา จุลลวาทีเลิศ เลขทะเบียน 4902100072
เรื่อง จัดพอร์ตลงทุน “LTF-RMF” กระจายการลงทุน…ช่วยลดความเสี่ยง
กองทุนยอดฮิตของนักลงทุนคงหนีไม่พ้นกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งนักลงทุนหลาย ๆ คนที่ยังมีข้อสงสัยถึงหลักการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี 2 ประเภทนี้ วันนี้ขุนพลการเงินแห่ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด จะมาเปิดเผยเทคนิคส่วนตัวกับการลงทุน LTF และ RMF กัน
สุริพล เข็มจินดา กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด บอกว่า กองทุน LTF และ RMF เหมือนกับของขวัญชิ้นโตของรัฐบาลที่มอบให้แก่นักลงทุน ถ้าพวกเรามองจุดกำเนิดของกองทุนทั้งสองประเภทนี้จะพบว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่ช่วยพวกเราให้รู้จักเก็บออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณผ่านกองทุน RMF ดังนั้น อย่าได้แปลกใจถ้ากองทุน RMF จะสามารถขายคืนได้ก็ต่อเมื่อพวกเราอายุครบ 55 ปีและลงทุนต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 5 ปี
ทีนี้ถ้าเรามามองจุดกำเนิดของ LTF บ้าง จะพบว่ารัฐบาลต้องการสร้างเสถียรภาพของตลาดทุนในประเทศไทย จึงเป็นที่มาว่ากองทุนที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีผ่าน LTF จะต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น การให้สิทธินักลงทุนซื้อกองทุนหุ้นผ่าน LTF ผ่านกองทุนรวม ก็เหมือนกับรัฐบาลกำลังสนับสนุนให้มีนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นนั่นเอง
ถ้าพวกเรามองไปถึงต้นกำเนิดของกองทุนทั้งสองแบบ ก็จะพบว่าแนวคิดของกองทุนทั้งสองแบบนั้นตลาดหุ้นก็จะได้รับประโยชน์จากการมีนักลงทุนสถาบันหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนสถาบันเองก็มีเงินในการบริหารจัดการการลงทุนมากขึ้นเนื่องจากได้รับเงินจากนักลงทุนรายย่อย และกลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกเรานั่นเอง เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิการลดหย่อนทางภาษีแล้ว ยังเป็นการฝึกวินัยการลงทุนให้เรารู้จักออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอีกด้วย
ทั้งนี้ สุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
กรณีของการจัดพอร์ตนั้นเราสามารถใช้ RMF มาช่วยจัดพอร์ต ซึ่งยืดหยุ่นกว่า LTF ที่ต้องลงทุนหุ้นเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่ไม่อยากจะมีสัดส่วนของการลงทุนในหุ้นมากนัก สามารถเลือกให้น้ำหนัก RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในตลาดเงิน (Money Market) ให้มากขึ้น เพราะการลงทุนใน LTF นั้น นักลงทุนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น แต่สำหรับ RMF นักลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำได้ ดังนั้น ควรประเมิน Risk Appetite ของตัวเองให้ได้ครับ
สำหรับในเรื่องการกระจายความเสี่ยง สุริพล บอกว่า ตนเองเชื่อในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ หรือ Asset Allocation ซึ่งในปี 2008 เป็นปีตัวอย่างที่ดีเพราะว่าตลาดหุ้นตกต่ำมาก คือประมาณ -44% ถ้าเราลงทุนหุ้นประมาณ 30% พอร์ตเราจะติดลบจากหุ้นประมาณ 13% กว่า ๆ ในขณะที่พันธบัตรให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 18% ดังนั้นเมื่อชดเชยกับพอร์ตตราสารหนี้อีก 70% เท่ากับพอร์ตรวมของเราติดลบน้อยมาก ประมาณ 1% กว่า ๆ เท่านั้น ยังพอนอนหลับได้ โดยตัวอย่างที่ยกมานั้นอยากบอกว่า อย่ากลัวการลงทุนในหุ้น เรื่องตลาดหุ้นเราคาดการณ์ไม่ได้ แต่สามารถปรับพอร์ตของเราให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองได้
“ส่วนการลงทุนนั้น ผมซื้อ LTF และ RMF ทุกเดือน ไม่ว่าหุ้นถูกหรือแพง เพราะในที่สุดผมจะได้ราคาเฉลี่ยของทั้งปีซึ่งในระยะยาวแล้วพบว่าราคาเฉลี่ยที่ผมซื้อจะถูกกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดเสมอ” สุริพล กล่าว
กูรูทางการเงิน ยังบอกถึงเรื่องของความเสี่ยงว่า เงินเป็นสัจธรรมอันหนึ่งของตลาดหุ้น คือไม่มีวันนิ่ง ยังไงก็มีความเสี่ยง หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้มันเจือจางได้
ในมุมของการลงทุน การเจือจางความเสี่ยงก็เช่น ภาษีที่ประหยัดได้ ระยะเวลาการลงทุนที่ยาวขึ้น การจัดพอร์ตลงทุน ตลอดจนการซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน
การลงทุนในหุ้นผ่าน LTF หรือ RMF นั้นเหมือนกับซื้อหุ้นลดราคา ราคาที่ลดลงคือฐานภาษีของเรา อย่างเช่นถ้าเรามีฐานภาษีที่20% เท่ากับเราซื้อหุ้นที่ราคาลดลงไปแล้ว 20% ถ้าหุ้นไม่ตกมากไปกว่านั้น เราก็ยังไม่ขาดทุน เหมือนมีฟูกรองรับ
ระยะเวลาก็เช่นกัน ยิ่งเรามีเวลาลงทุนนาน ความผันผวนของราคาหุ้นก็น้อยลง ผมมีสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1976-2008 ว่าการถือครองหุ้นเพียงปีเดียวจะมีความผันผวนตั้งแต่ +132% จนถึง -52% แต่ถ้าถือครองนานขึ้นเช่น 5 ปี ความผันผวนจะลดลงเหลือ +45% และ -24% ถ้า 10ปี จะเหลือ +31% และ -6% ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายิ่งถือครองหุ้นนานความผันผวนก็ยิ่งลดลง
การจัดพอร์ตโดยมีตราสารหนี้เข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนของเราก็สามารถลดความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยเฉพาะ กองทุน RMF ที่เปิดโอกาสให้เรามีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ได้ ถึงแม้ LTF ต้องลงหุ้นเพียงอย่างเดียว ก็จัดให้พอร์ตของเรามีทั้ง RMF และ LTF ในสัดส่วนที่เหมาะกับ Risk Appetiteนอกจากนั้น ถ้านักลงทุนลองเอาวิธีการซื้อถัวเฉลี่ยหรือ Dollar Cost Average มาปรับใช้จะพบว่าความผันผวนของหุ้นก็จะลดลงไปอีก เพราะเราได้ต้นทุนที่ถูกกว่าราคาเฉลี่ยของตลาด จากที่ผมได้กล่าวมาผมเชื่อว่าตอนนี้ความเสี่ยงน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่เจือจางพอที่เราจะลงทุนได้แล้วนะครับ
สุริพล ยังแนะนำด้วยว่าใครก็ตามที่เลือกจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน LTF และ RMF ควรต้องอยู่ให้ครบเงื่อนไข เพราะกรณีที่ผิดเงื่อนไขนอกจากจะต้องคืนสิทธิทางภาษีที่ได้รับมาแล้ว ยังอาจจะโดนเงินเพิ่มอีกประมาณ 1.5% ต่อเดือน หรือ 18%ต่อปี นอกจากนั้นนักลงทุนไม่ควรที่จะซื้อเกินสิทธิเนื่องจากว่าอาจจะต้องเสีย Capital gain tax จากกำไรที่ได้ ประการสุดท้ายสำหรับผู้ที่จะซื้อ RMF ต้องไม่ลืมที่จะคำนวณส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ไม่เช่นนั้น อาจทำให้การซื้อ RMF ในปีนั้นคลาดเคลื่อนได้
ที่มา : http://www.thaiblognews.com
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. LTF คืออะไร
ข้อ 2. RMF คืออะไร
ข้อ 3. นายสุริพล เข็มจินดา มีการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร
ตอบ
ตอบลบข้อ 1.LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
ข้อ 2.RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
ข้อ 3.นายสุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
ชื่อ น.ส.กิตตินุช วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702
คำตอบคือ
ตอบลบ1. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
3. โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
น.ส. อณุภา จิตติพัฒนกุลชัย 5002100095
1.กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
ตอบลบ2.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
3.สุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
น.ส. จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ 5002100085
คำตอบคือ
ตอบลบ1.LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
2.RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
3.นายสุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
นางสาวสุกัญญา ธรรมประเสริฐ 4902100168
คำตอบคือ
ตอบลบ1.กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
2.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
3.สุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
นางสาววินัสริน สีทร 4902100140
ข้อ 1.LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
ตอบลบข้อ 2.RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
ข้อ 3.นายสุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
น.ส เกศินี คงประพันธ์ 4902100145
1.LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
ตอบลบ2.RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
3.นายสุริพล ได้แนะนำในการจัดพอร์ต LTF และ RMF ว่า…โดยส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะมาซื้อ LTF หรือ RMF กันเพียงครั้งเดียวช่วงสิ้นปี ที่หนักกว่านั้นคือ ซื้อกันวันสุดท้ายของปี ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่ดีนัก ลักษณะการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนักลงทุนควรจะพิจารณาเรื่อง Risk Appetite หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่า สามารถทนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน